ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข สานความสุขสู่สังคม  http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


            จากชุมชนที่เคยประสบปัญหา ‘ช่วงฤดูฝนน้ำในคลองไหลหลาก แต่ในช่วงฤดูแล้งกลับขาดแคลนน้ำ’ ในวันนี้ชาวบ้าน ต.ป่าขะ อ.บ้านนา จ.นครนายก กลับกลายเป็นต้นแบบการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

0021

           โดย ‘รางวัลดีเด่น’ จากการประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เมื่อปี 2554 เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ ที่ไม่เพียงนำความภูมิใจมาสู่ชุมชน แต่ยังเป็นประกายไฟที่ช่วยจุดหัวใจ ‘ครัวเรือนอาสา’ ให้แข็งแรงมีพลัง เส้นทางการทำงานแบบ ‘ลุยจริง ทำจริง’ ของชาวบ้านในบทบาทนักวิจัยชุมชนผู้ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้วยตนเอง คือ กุญแจแห่งความสำเร็จที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง            ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเมื่อปลายปี 2551 ต.ป่าขะ ได้เข้าร่วม “โครงการรักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง’ ซึ่งเป็นโครงการที่ ปตท. ชวนคิดชวนทำร่วมกับชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักปฏิบัติ ทำให้ ‘งานวิจัยน้ำ’ ชิ้นแรกของ ต.ป่าขะ ถูกสร้างขึ้นในต้นปีถัดมา เนื่องจากพบว่าเรื่องน้ำเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อชีวิตมากที่สุด จากปัญหาสาธารณะถูกตั้งให้เป็นโจทย์หลัก กลุ่มชาวบ้านในฐานะนักวิจัยน้ำจึงการสำรวจจนพบหลายสาเหตุ ทั้งสภาพพื้นที่ที่เป็นบ่อทรายทำให้ไม่สามารถเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาได้ประกอบกับการปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มหมูลงแหล่งน้ำซึ่งเป็นคลองสายหลัก ทำให้ชาวบ้านไม่มีน้ำสะอาดใช้ในการอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอ 16           งานวิจัยดังกล่าวได้แค่ตอบสาเหตุของปัญหาแต่ไม่ได้บอกวิธีแก้ปัญหา กระทั่งถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ ‘ดร.รอยล จิตรดอน’ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ซึ่งได้ให้ความกรุณามาเป็นที่ปรึกษาเรื่องการจัดการน้ำของโครงการรักษ์ป่าฯ โยนคำถามกระตุกต่อมคิด...            ‘พวกคุณรู้มั๊ย...ว่าน้ำฝนที่ตกลงมาในตำบลในแต่ละปี มีปริมาณเท่าไร?’            นับเป็นครั้งแรกที่ทำให้ชาวบ้านเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บข้อมูล จากเดิมที่ใช้ความรู้สึกคาดคะเนเป็นสำรวจลงลึกและบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดเป็นตัวเลข ซึ่งเห็นผลทันตา เพราะคำตอบที่ได้ทำให้รู้ว่าปริมาณฝนที่ตกภายในตำบลนั้นมากกว่าปริมาณที่จำเป็นต้องใช้            แท้ที่จริงน้ำฝนที่ตกลงมาไม่ได้หายไปไหน แต่เพราะสภาพพื้นที่ตามธรรมชาติไม่อุ้มน้ำ ครั้นจะสร้างอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่เพียงพอต่อความต้องการของทั้งตำบลก็เป็นเรื่องยาก ที่นอกจากต้องรอพึ่งงบประมาณของภาครัฐแล้ว ยังถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ด้วยเหตุนี้เองการแก้ปัญหาที่เคยถูกมองจากภาพกว้างจึงถูกย่อยเล็กลงมาสู่การจัดการน้ำในชุมชนด้วยตนเอง            ขณะที่ทีมนักวิจัยชุมชนเริ่มพัฒนาข้อมูลเชิงตัวเลขในปี 2553 ดร.รอยลฯ สนับสนุนให้ส่งผลงานเข้าปะกวดการจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการเข้าร่วมเวทีประกวดเรื่องการจัดการน้ำ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่รางวัล แต่เป็นประสบการณ์และความรู้เรื่องการจัดการน้ำจากชุมชนอื่นๆ ได้เครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็ง และกลับบ้านพร้อมกำลังใจหอบใหญ่ เพื่อกลับมาทำงานอย่างเข้มข้นขึ้นไปอีก            ผ่านไปเพียงปีเดียว งานวิจัยน้ำชุดใหม่พร้อมด้วยข้อมูลตัวเลขถูกส่งเข้าประกวดอีกครั้ง คราวนี้ไม่พลาด เพราะคว้า ‘รางวัลดีเด่น’ เป็นผลตอบแทนความมุ่งมั่นตั้งใจของคนทำงาน และมีการขยายผลข้อมูลนำไปใช้ประโยชน์และการแก้ไขปัญหา ซึ่งทางภาครัฐรับจะไปตรวจสอบน้ำเสียจากฟาร์มหมูและออกกฎหมายที่เคร่งครัดเข้มงวดขึ้นเพื่อรักษาแหล่งน้ำ            งานวิจัยน้ำโดยฝีมือทีมวิจัยชาวบ้านสำเร็จเป็นรูปเล่มสมบูรณ์ในปี 2554แม้ว่าทางออกในการแก้ปัญหายังไม่ลุล่วงร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะต้องรอพึ่งพาระบบราชการซึ่งเกินกำลังการขับเคลื่อนของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้เองถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเลิกรอและเริ่มหันมามองหาวิธีการจัดการน้ำโดยเริ่มง่ายๆจากตัวเองก่อน

 3 (7)

           ทีมวิจัยน้ำกลุ่มเดิมแต่พกพาประสบการณ์ที่มากกว่าเดิม ร่วมกันทำงานวิจัยครั้งใหม่ในปี 2555 จากพื้นที่ภาพรวมของ ต.ป่าขะ เปลี่ยนมาลงสำรวจเจาะลึกและจำกัดพื้นที่ให้แคบลงเหลือแค่บ้านทุ่งกระโปรง ม่งเน้นไปที่การศึกษา ‘แนวทางการจัดการน้ำระดับครัวเรือนด้วยระบบบ่อน้ำตื้นอย่างยั่งยืน            ศิรินทรา รัตน์เกล้า ผู้ประสานงานโครงการรักษ์ป่าฯ อธิบายว่า ‘บ่อน้ำตื้น หมายถึง บ่อทรงกลมที่อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ การใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำตื้นส่วนมากใช้บริโภคในครัวเรือน ส่วน ‘สระ’ หมายถึง สระทรงสี่เหลี่ยม ขุดเพื่อนำน้ำมาเน้นใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรเป็นหลัก งานวิจัยครั้งนี้เป็นประสบการณ์ทำงานที่ทำให้ชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ชุมชนมีส่วนร่วมสำคัญในการเรียนรู้ปัญหาภายในชุมชนได้อย่างตรงจุดและตรงประเด็น’            ‘สำรวจกันรอบใหม่ เราถึงได้รู้ว่าแทบทุกบ้านมีทั้งบ่อและสระอยู่แล้ว แต่ละบ้านมีไม่ต่ำกว่า 3 บ่อ ซึ่งมีทั้งใช้และไม่ใช้ประโยชน์ สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะเริ่มมีประปาหมู่บ้านตั้งแต่ปี 2551 จากที่เคยสูบลากสายท่อน้ำจากบ่อ หลายๆบ้านเห็นว่าประปาสะดวกกว่าก็เลยเลิกใช่บ่อที่เคยมีมา’ จินตนา อังกาทิพย์ หนึ่งในทีมงานนักวิจัยชาวบ้านเล่าให้ฟัง            รายงานผลการวิจัยสรุปได้ว่า ชาวบ้านส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังบริโภคน้ำและใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำตื้นอยู่ จะใช้เพียงช่วงหน้าแล้งเท่านั้น เพราะหน้าฝนน้ำจะท่วมบ่อ มีพฤติกรรมการใช้แบบฟุ่มเฟือยเพราะคิดว่าไม่ได้ซื้อหามา ส่วนน้ำจากสระ ส่วนมากใช้อุปโภคในไร่นาเพียงอย่างเดียวเพราะไม่มั่นใจในความสะอาด การใช้น้ำพบว่าส่วนมากใช้ระบบท่อและสายยางอย่างสิ้นเปลือง เนื่องจากเกษตรกรส่วนมากยังไม่รู้ว่าพืชที่ปลูกแต่ละชนิดต้องการน้ำมากเท่าไร จึงเกิดคำพูดติดปากกันว่า ‘รดน้ำจนเขียดเมา’ เพราะเชื่อว่า ถ้าให้น้ำจำนวนมากๆจะทำให้หยุดการรดน้ำไปหลายวัน แต่ความจริงแล้ว พืชได้รับน้ำเพียงเล็กน้อยก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน ขณะที่บางกลุ่มเลือกใช้ระบบสปริงเกอร์เพื่อประหยัดน้ำ

3 (6)

           “ในอดีตพื้นที่ขุดบ่อน้ำตื้นส่วนใหญ่ใช้ภูมิปัญญาในการสังเกตความเป็นไปได้ของสภาพแวดล้อม เช่น การถางหญ้าแล้วเอากะลามาครอบไว้ ส่งเกตการระเหยของน้ำเป็นไอมาเกาะติดที่กะลา มักขุดบริเวณใกล้จอมปลวก ในฤดูหนาวหาบริเวณที่มีความอบอุ่นเท้า ทิศทางของแหล่งน้ำใกล้เคียงแนวป่าลำรางน้ำเก่า ส่วนการขุดสระมักอ้างอิงแหล่งน้ำจากคลองใกล้เคียงเป็นหลัก” สุทิน กลิ่นหอม อีหนึ่งนักวิจัยชาบ้านเล่าถึงภูมิปัญญาการหาแหล่งน้ำในอดีต            เส้นทางการทำงานที่เข้มแข็งจริงจังตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากความสำเร็จของงานวิจัยชุมชนครั้งนี้แล้ว ยังส่งผลให้กลุ่มนักวิจัยชาวบ้านสนิทสนมกันมากขึ้น มีการเกาะกลุ่มกันทำงานเพื่อชุมชนอย่างกลมเกลียว โดยนอกจากจะเป็นต้นแบบชุมชนจัดการน้ำแล้วยังเป็นตำบลที่มีการขยาย ‘ครัวเรือนอาสา’ อันเป็นการต่อยอดสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นภายในตำบลอีกด้วย            ‘ปัจจุบันครัวเรือนอาสาของเราขยายเป็นกว่า 300ครัวเรือนแล้วเพราะเราทำงานกันเชิงรุก มีการบอกปากต่อปาก ทั้งจูงใจ ทั้งแถมของยกตัวอย่างเรื่องการแต่งกิ่งมะยงชิด เราก็แจกกิ่งมะยมชิดไปด้วยเลย หรือใครสนใจอยากทำเรื่องอะไรเราก็มาคุยกัน ใครถนัดอะไรก็มาสอนกันเรื่องที่ทำก็ดูและเลือกให้สอดคล้องกับวิถีชุมชน โดยมีศูนย์การเรียนรู้เป็นศูนย์กลางความคิด’ กิตติศักดิ์ ขาวสะอาด กรรมการครัวเรือนอาสา ผู้เชี่ยวชาญการปลูกมะยงชิดเล่าอย่างภูมิใจ

3 (30)

           ทั้งระบบการจัดการน้ำ และโครงการครัวเรือนอาสาเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ ปตท. สนับสนุนให้ ‘ชาวบ้าน’ ลงมือทำงานจริง ตั้งแต่หาปัญหาและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างจริงจัง โดยมีศูนย์เรียนรู้เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนการพัฒนา อาศัยครัวเรือนต้นแบบ มีองค์ความรู้และภูมิปัญญาของตำบลนั้นๆ เป็นกลจักรในการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้            ที่ ต.ป่าขะ สายน้ำเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของคนในชุมชน การสานต่อชีวิตของสายน้ำก็ไม่ต่างกับการเชื่อมโยงเส้นเลือดใหญ่ของร่างกาย เพราะ ‘น้ำคือชีวิต’ และทุกชีวิตจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำ แต่การแก้ปัญหาน้ำไม่จำเป็นต้องรอใครมาแก้ให้ เริ่มง่ายๆ เล็กๆ เริ่มจากตัวเองก่อนได้ เพราะความเข้มแข็งของชุมชนต้องเกิดจากผู้คนที่อยู่ในชุมชน แนวทางการพัฒนาชุมชนจึงจะสามารถขับเคลื่อนต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เช่นเดียวกับ สายน้ำที่ไม่มีวันเหือดหาย

             วันนี้ เด็กๆ อนุบาลจากหลากโรงเรียน หลายจังหวัดในภาคใต้ รวมทั้งครูและผู้ปกครอง ต่างก็มารวมตัวกันที่หาดทรายแก้ว  ณ โรงแรมหาดแก้ว รีสอร์ท จังหวัดสงขลา ในงาน“วันนักวิทยาศาสตร์น้อย 2556”  (Little Scientists’ Day 2013)  โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย  จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และองค์กรเครือข่ายต่างๆ  

DSCN8613

             สสวท. ได้เห็นความสำคัญของการปลูกฝังการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยได้ดำเนิน  “โครงการบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีปฐมวัย”  ขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา ในรูปของกิจกรรมบูรณาการสหวิชา ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการสืบเสาะหาความรู้ การคิด และลงมือแก้ปัญหาด้วยประสบการณ์ตรงอย่างเหมาะสมกับวัย และเป็นไปตามหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย               ซึ่ง สสวท. ได้จัดทำกรอบมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ปฐมวัย หนังสือคู่มือกรอบมาตรฐาน  เอกสารตัวอย่างการจัดกิจกรรม ชุดอุปกรณ์และสื่อบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีปฐมวัย  จัดอบรมครู และอื่นๆ ตามโครงการ  โดยมีครูตามภูมิภาคต่างๆ ได้นำแนวทางของ สสวท. ไปจัดการเรียนการสอนตามสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในท้องถิ่นของตน              “โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เป็นโครงการที่พัฒนากิจกรรมสำหรับเด็กระดับปฐมวัย ในด้านกระบวนการคิด สร้างพื้นฐานความพร้อมในการพัฒนาต่อยอดไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต  ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ สสวท. ดังนั้น  สสวท. จึงได้เข้าร่วมโครงการนี้ภายใต้ความร่วมมือกับมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มหาวิทยาลัย และองค์กรเอกชนต่าง ๆ  โดยมีโรงเรียนระดับปฐมวัยที่ได้ใช้แนวทางของโครงการเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมดที่จัดการศึกษาปฐมวัยทั่วประเทศ”  ดร. พรพรรณ  ไวทยางกูร ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าว

DSCN8725

             กิจกรรม ในวันนี้นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยในสถานที่ต่างๆ จะได้ร่วมกันหาคำตอบจากคำถามที่ว่า “โลกของเราดำเนินอยู่ได้อย่างไร ?” เนื่องจากมนุษย์เป็นผู้ใช้ทรัพยากรดิน น้ำ อากาศและพลังงาน  จึงมุ่งหวังให้เด็ก ๆ ตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยมองเห็นประโยชน์ของทรัยาการเหล่านี้จากการทำกิจกรรม              กิจกรรมนี้ทำให้เด็กปฐมวัยตระหนักว่าพวกเขาสามารถหาความรู้ได้จากสิ่งแวดล้อม ตัวของพวกเขามีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมและร่วมสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ได้  สำหรับกิจกรรมที่จัดที่จังหวัดสงขลานี้ มี 6 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมหวานเย็นชื่นใจ  ความลับของดิน  ถึงร้อนก็อร่อยได้   มหัศจรรย์กังหันลม  ว่าวเล่นลม  โมบายเริงลม              กิจกรรม “หวานเย็นชื่นใจ”  เด็กๆ ค้นพบว่าโดยปกติน้ำและน้ำหวานเป็นของเหลว เมื่อนำไปแช่ในน้ำแข็งที่ใส่เกลือซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำและน้ำหวานมีอุณหภูมิลดต่ำลงจนเปลี่ยนเป็นเกล็ดน้ำแข็ง              กิจกรรม “ความลับของดิน”  เด็กๆ ช่วยกันทดลองเพื่อพิสูจน์ว่าดินมีองค์ประกอบเป็นหินที่ผุพังสลายตัว ซากพืชซากสัตว์ อากาศ และน้ำ ดังนั้น ส่วนที่เป็นของแข็งที่อยู่ในดินจึงมีขนาดแตกต่างกัน เมื่อเทน้ำลงไป อากาศก็จะออกมาจากดินเป็นฟองให้เห็น และจะพบว่าอนุภาคที่มีขนาดใหญ่จะตกตะกอนลงสู่ก้นภาชนะ และอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าก็จะค่อยๆ ตกลงมาเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก เมื่อการตกตะกอนสิ้นสุดลง จะมองเห็นดินเป็นชั้นๆ ส่วนซากพืชซากสัตว์ก็จะลอยอยู่บนผิวหน้าของน้ำ ทำให้เห็นองค์ประกอบของดินด้วย

DSCN8765

             กิจกรรม “ถึงร้อนก็อร่อยได้” ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานความร้อนและแสงสว่างของโลก พื้นผิวโลกที่มีลักษณะแตกต่างกันจะดูดกลืนพลังงานความร้อนไว้ได้ต่างกัน ซึ่งจะพบจากการสัมผัสแผ่นกระเบื้องสีดำและสีขาว ที่วางไว้กลางแจ้ง เมื่อเด็ก ๆ ขึ้นไปเหยียบบนแผ่นกระเบื้องสีดำ จะรู้สึกร้อนกว่าเพราะสีดำดูดกลืนพลังงานความร้อนไว้มากกว่า จึงถ่ายโอนความร้อนมายังเท้าของเรามากกว่า               นอกจากนี้ในชีวิตประจำวัน เรายังใช้ประโยชน์จากพลังงานความร้อนได้อย่างมากมาย โดยในกิจกรรมนี้จะพบว่าความร้อนทำให้ช็อกโกเลตและมาร์ชแมลโลหลอมยึดติดกับขนมปังกรอบ              กิจกรรม “มหัศจรรย์กังหันลม” พลังงานจากลมเป็นพลังงานสะอาดจากธรรมชาติซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากมาย กิจกรรมนี้จะช่วยให้เข้าใจว่าพลังงานจากลมทำให้กังหันหมุนได้ ซึ่งสามารถที่จะใช้พลังงานจากการหมุนต่อยอดไปทำประโยชน์อื่น เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้า การฉุดระหัดวิดน้ำ การยกของ เป็นต้น              กิจกรรม “ว่าวเล่นลม” อากาศมีแรงกระทำต่อวัตถุ จากสมบัติดังกล่าว สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ในกิจกรรมที่รู้จักกันดีคือ การเล่นว่าว แรงกระทำของอากาศจะช่วยให้ว่าวลอยอยู่ในอากาศได้ และรูปร่างตลอดจนหางว่าวก็มีส่วนช่วยให้ว่าวสมดุลอยู่ในอากาศ              กิจกรรม “โมบายเริงลม” พลังงานจากลมช่วยให้สิ่งของต่างๆ เกิดการเคลื่อนที่  ในกิจกรรมนี้เมื่อเด็ก ๆ ทำโมบายที่สวยงามแล้ว นำไปแขวนในที่ที่มีลมพัด โมบายก็จะเคลื่อนที่และเกิดเสียงที่ไพเราะ นอกจากนี้ในการทำโมบายจะเข้าใจหลักการสมดุลของแรงด้วย

DSCN8784

             กิจกรรมที่เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้ทั้งหมดยเน้นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว  เพื่อเริ่มต้นทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกเราอาศัยกิจกรรมที่นำไปสู่การค้นพบคำตอบเกี่ยวกับดิน น้ำ อากาศ (ลม) และไฟ (พลังงาน) จากการทดลองค้นคว้าง่ายๆ ตามศักยภาพของเด็ก โดยกระตุ้นการเรียนรู้จากการตั้งคำถามและร่วมกันค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน              ดร. พรพรรณ  ไวทยางกูร ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวต่อไปว่า  “ประโยชน์ที่ได้รับจากงานนี้คือประสบการณ์การเรียนรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กๆ ปฐมวัยในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การได้เข้าใจโลกในมุมกว้าง  ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการเป็นพื้นฐานที่จะต่อยอดการเรียนรู้ในระดับที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป”                เด็กชายกัยยุม  แวมะนอร์  โรงเรียนส่งเสริมอิสลาม อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ซึ่งชื่นชอบทะเล บอกว่า ที่โรงเรียนคุณครูก็ได้สอนให้ทำการทดลอง เพราะโรงเรียนได้นำแนวทางการสอนแบบบูรณาการจาก สสวท. ไปใช้ มาร่วมงานนี้ชอบกิจกรรมมหัศจรรย์กังหันลม  ถ้า สสวท. จัดกิจกรรมนี้อีกก็อยากมาอีก              คุณครูอุสมาน  เต๊ะหมัน ครูโรงเรียนส่งเสริมอิสลาม อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา  ซึ่งเป็นครูของกัยยุม  เล่าว่า โรงเรียนเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่กับสามัญเปิดสอนตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม. 6  ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีปฐมวัยของ สสวท.  ด้วย  ซึ่งทำให้นักเรียนสนใจเรียนรู้มากขึ้น ตั้งใจเรียน ชอบทำการทดลอง จากการประเมินผลการเรียนรู้พบว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ดีขึ้น              ”สำหรับกิจกรรมวันนี้สถานที่จัดมีความเหมาะสม  กิจกรรมก็เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย  เด็กๆ สนุกและประทับใจมาก ครูอยากจะนำแนวทางการเรียนรู้ไปจัดที่โรงเรียนให้กับเด็ก ๆ ที่ไม่ได้มาในวันนี้ไดเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วย”              เด็กหญิงยวานะห์  ซาริคาน  โรงเรียนภัทรียาอนุบาล  อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส   บอกว่าชอบกิจกรรมหวานเย็นชื่นใจ ได้ใส่น้ำแข็งและเกลือลงไปในน้ำแข็งแล้วเขย่า ทำให้น้ำหวานแข็งตัวกลายเป็นหวานเย็นอร่อยๆ  กิจกรรมความลับของดิน ทำให้ๆด้รู้ว่าในดินมีอะไรบ้าง ชอบค่ะ สนุกมาก

DSCN8840

             คุณครูดาวาตี  นุแมะนะ  โรงเรียนภัทรียาอนุบาล  อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส   คุณครูของยวานะห์  บอกว่า  กิจกรรมวันนี้เหมาะกับเด็กๆ อนุบาล บางกิจกรรมต้องใช้เวลาในการจัดกิจกรรม ครูสามารถนำแนวทางของกิจกรรมที่จัดในวันนี้ไปขยายผลต่อในโรงเรียนได้              นางสาวสาเร๊าะ  หะมะซอ  ผู้ปกครองของเด็กหญิงซีตีซอฟู  มาแล  โรงเรียนบันนังสตาอินทระฉัตร ฯ อำเภอบันนังสตา  จังหวัดยะลา เล่าว่า การเดินทางเข้ามาร่วมกิจกรรมในวันนี้เพราะอยากให้ซีตีซอฟู  ได้ร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ได้ออกมารับประสบการณ์ใหม่ ๆ มาเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่บันนังสตาร์มีแต่ภูเขา ต้นยาง ต้นทุเรียน วันนี้ได้มาทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ริมทะเลทำให้เด็กๆ สดใส ร่าเริง และสนุกกับกิจกรรมที่ร่วมทำ นอกจากนั้นผู้ปกครองก็ได้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกัน

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อพลัง และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


            “โลกร้อน” ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนของสภาพภูมิอากาศเท่านั้น ทว่าผลพวงจากสภาวะดังกล่าวยังส่งผลต่อชีวิตของมนุษย์อย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะในด้านอาหาร ฝนฟ้าและอากาศที่แปรปรวนยากต่อการคาดเดา ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติมีผลต่อการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเอื้ออำนวยต่อการระบาดของแมลงศัตรูพืช ทำให้มีการคาดการณ์ว่า อีกไม่ช้า มนุษย์จะต้องเผชิญกับวิกฤตอาหารอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์

Untitled-1

            ในหลายประเทศเตรียมรับมือกับวิกฤตอาหารแล้ว หนึ่งในการหาวิธีการนั่นคือการเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับอนาคต ส่วนในประเทศไทย เริ่มมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่เห็นความสำคัญของเมล็ดพันธุ์และดำเนินการบางสิ่ง ไม่ใช่เพียงเพื่อเตรียมรับมือกับความขาดแคลน อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลดแอกจากระบบการเกษตรแบบอุตสาหกรรมสร้างการพึ่งพาตนเองในด้านอาหารรวมทั้งรักษาความหลากหลายของพันธุ์พืชที่เริ่มลดน้อยลงอย่างรวดเร็วหนึ่งในคนจำนวนนั้นคือ โจน จันได ชายชาวยโสธรที่คนมักรู้จักเขาในฐานะผู้เชี่ยวชาญการสร้างบ้านดิน ในวันนี้โจนก่อร่างสร้าง ศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พันพรรณ ที่เขาหวังว่าจะทำหน้าที่ในการเก็บเมล็ดพันธุ์แท้หรือพันธุ์พื้นเมืองไว้เป็นมรดกแก่คนรุ่นต่อไป ในวันนี้งานของโจนเริ่มต้นแล้ว จากการคิดและลงมือทำอย่างต่อเนื่องจริงจัง

            สื่อพลัง มีโอกาสได้พูดคุยและฟังความคิดของนักปฏิบัติที่ออกตัวว่า เป็นชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง เขาพูดถึงเรื่องการกิน การเก็บเมล็ดพันธุ์ และความมั่นคงทางอาหาร โดยหวังว่าจะมีคนหันมาเห็นความสำคัญและร่วมลงมือทำ เพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์

            คุณโจนมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับวิถีการกินของผู้คนในปัจจุบันInteresting_Thing_2009_11

            การกินในปัจจุบันทำให้เราเข้าสู่จุดจบอย่างรวดเร็วที่สุด เป็นการกินแบบล้างผลาญไม่ให้เหลือสำหรับคนรุ่นลูกหลาน เราจะเอาให้หมดวันนี้ การกินของเราทำให้เราทำลายดิน น้ำ ป่า อย่างน่าสลดใจที่สุด อย่างเช่น เราชอบกินไก่กันมาก แค่ไก่อย่างเดียว ทำให้ป่าไม้ในภาคเหนือหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะชาวบ้านต้องโค่นป่าเพื่อปลูกข้าวโพดมาเลี้ยงไก่เลี้ยงหมู ป่าให้ทุกอย่างที่เป็นชีวิตของเรา ให้อาหารยารักษาโรค ข้าวของเครื่องใช้ให้ออกซิเจน และเป็นเขื่อนที่ดีที่สุดในการป้องกันน้ำท่วม เราก็ตัดโค่นลงแล้วปลูกข้าวโพดขายกิโลกรัมละสี่บาทห้าบาท

            การกินเช่นนี้ทำให้สภาพสมดุลทางธรรมชาติหายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดโลกร้อน แต่ผมว่าเรื่องโลกร้อนยังเป็นปัญหารอง ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ การขาดสมดุลธรรมชาติ เพราะทำให้เกิดวิกฤตต่างๆ มากอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง ลมพายุ แผ่นดินไหว เกิดบ่อยและมากขึ้น โลกร้อนเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ไม่มีใครคิดหรือคิดแต่ไม่พูดชักชวนกันให้คิดพูดง่ายๆ คือเราไม่พยายามแก้ปัญหาเรามุ่งหน้าบริโภคอย่างเดียว

1 (123)ในมุมกลับกัน ธรรมชาติก็ส่งผลต่อการกินของเราใช่หรือไม่             จริงๆ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนเรื่องเป็ดออกไข่มาเป็นทองคำ ถ้าเราให้มันออกวันละฟองทุกวัน เราก็ได้ขาทุกวัน แต่ถ้าเราโลภมาก ฆ่าเป็ดเพื่อเอาไข่ในท้องเป็ด ก็จบ นั่นคือวิธีการบริโภคของเรา อาหารที่เราบริโภคในปัจจุบันจะบอกว่าเป็นอาหารที่ธรรมชาติลงโทษก็ได้ เพราะเรารู้มากฉลาดมาก แต่กลับกินอาหารแย่มากกว่า เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน เรากินน้ำอัดลมกินมันฝรั่งทอด กินอะไรที่ไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการ แต่ทำไมยังกินอยู่ นี่หมายถึงว่าธรรมชาติกำลงทำให้เราโง่ลงๆ ทุกอย่างที่เรากินทำร้ายตัวเองอาหารของเราส่วนมากเป็นคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือ ผงชูรส เราไม่ได้คิดถึงวิตามิน เกลือแร่ หรืออะไรที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่านั้น เราจึงมุ่งลงทุนพัฒนาการผลิตคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเป็นหลัก เป็นภาพลวงตาที่ไม่มีใครอยากมองหรือศึกษาว่ามันคืออะไร

            จากการใช้ชีวิตอยู่กับวิถีธรรมชาติและการพึ่งพาตนเอง ทั้งการอยู่การกินแล้ววันหนึ่งมาก่อตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์พันพรรณ คุณโจนคิดอะไร

            เป้าหมายหลักคือเราต้องการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชผักที่เป็นอาหารไว้ให้มากที่สุด เพราะเห็นว่าในปัจจุบัน ไม่มีใครสนใจเก็บพันธุ์อาหารแบบจริงจังเลย ทำให้พันธุ์ที่เป็นอาหารสูญหายไปอย่างรวดเร็ว เราเคยมีข้าวมากกว่าสองหมื่นสายพันธุ์เมื่อห้าสิบปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เราเหลือแค่สองร้อยสายพันธุ์ การหายไปของความหลากหลายทางพันธุกรรมหมายถึงความมั่นคงทางชีวิตบนโลกนี้หายตามไปด้วย เราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยมันฝรั่งหรือข้าวหอมมะลิอย่างเดียวเรายังต้องกินอะไรอื่นๆ อีกมากมาย สภาวะที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นว่า ชีวิตไม่มีความมั่นคงถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ซึ่งหมายความว่าไม่มีอาหาร แล้วชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างไร

            นี่คือสิ่งที่เรามาคิด ผมมีลูก ผมไม่มีเงินฝาก ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีมรดกเหมือนคนทั่วไป แต่ผมอยากจะให้อะไรกับลูกสักนิด สิ่งที่ผมคิดว่ามีค่ามากที่สุดคือเมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่เป็นอาหาร นี่คือจุดเริ่มต้นของความตั้งใจในการตั้งศูนย์พันพรรณ

jone1

1 (123)ศูนย์ฯ วีวิธีเก็บเมล็ดพันธุ์อย่างไร             วิธีเก็บของเราเป็นแบบชาวบ้านคือเก็บไว้ในชีวิต ปลูกแล้วก็กิน กินแล้วอันไหนดีก็เก็บและแจกจ่ายเพื่อให้มันอยู่ในชีวิตของคน วิธีเก็บง่ายๆไม่มีเทคนิคพิเศษ พูดง่ายๆก็คือกลับไปเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งนั่นเอง

            ทักษะที่จำเป็นของคนที่จะทำตรงนี้ก็คือ รู้ว่าตอนไหนมันแก่ เมื่อแก่ก็เก็บเอามากินเนื้อแล้วเก็บเมล็ดมาล้างทำความสะอาด ตากให้แห้ง ใส่ซองหรือกระปุกไว้ ถ้าจะปลูกภายในหนึ่งปีไม่จำเป็นต้องแช่เย็น แต่ถ้าไม่แน่ใจจะได้ปลูกเมื่อไร ก็ทิ้งไว้ในตู้เย็นช่องเย็นธรรมดา จะเก็บไว้ได้สี่ถึงห้าปี ถ้าเก็บไว้ในช่องแข็งจะเก็บได้เป็นสิบปี

1 (123)คุณโจนเสาะหาเมล็ดพันธุ์ต่างๆ อย่างไร             ผมจะเดินทางและหาพันธุ์ในที่ต่างๆ เท่าที่เคยไปทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็พยายามเชื่อมต่อกับกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ทำเรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อแลกเปลี่ยนกัน เพราะหลายอย่างหายไปจากบ้านเราแล้ว เช่น แตงโม เราไม่มีพันธุ์แท้เหลือแล้วที่กินกันทุกวันนี้เป็นพันธุ์ผสมทั้งหมด พันธุ์แท้ก็คือเก็บเมล็ดไปปลูกได้อีก มันจะให้ผลเหมือนเดิม แต่พันธุ์ผสมปลูกแล้วเก็บเมล็ดไปปลูกอีกลูกมันจะกลายพันธุ์ เป็นลูกเล็กลูกใหญ่ บูดๆ เบี้ยวๆ ใบหงิกงอ ทั้งที่ใส่ปุ๋ยมาก ฉีดยามาก ในปัจจุบันคนจะปลูกพันธุ์ผสมทั้งหมด เขาจึงต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่ปลูก ซึ่งตอนนี้แพงเหมือนทองคำ บางพันธุ์กิโลกรัมละหกหมื่น เจ็ดหมื่นบาท ถึงแสนก็มี ซึ่งคนที่แบกภาระนี้คือชาวไร่ชาวนาตาดำๆ ต้องจ่ายค่าใช้จ่างแพงๆ เพื่อปลูกผักราคาถูกให้คนกิน

            สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสนใจ เพราะคนกินกับคนปลูกไม่รู้จักกัน คนกินไม่รู้ว่าคนปลูกทุกข์ยาก เป็นหนี้สินขนาดไหนคนกินก็จะเอาแต่ที่ถูกที่สุด สวยที่สุด คนปลูกก็ไม่รู้ว่าคนกินคือคน เขาบอกว่าปลูกเพื่อขาย จะไปให้หมูให้หมากินก็แล้วแต่ ดังนั้นจะใส่อะไรก็ได้ อัดยาเคมี ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนเข้าไป เพื่อให้มันงามที่สุด จะได้รีบขาย ได้เงินมาก็จบ ความเลวร้ายก็เกิดขึ้นกับคนสองคน เกษตรกรทำงานหนัก ขาดทุนมาก แต่ยากจน คนกินจ่ายเงินแพง แต่ได้อาหารที่เต็มไปด้วยพิษ ผมว่า ยุคนี้เป็นยุคที่คนฉลาดที่สุด เทคโนโลยีมากที่สุด ทำไมเราไม่เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา ให้คนกินกับคนปลูกได้รู้จักกันมากขึ้น คนเราถ้ารู้จักกันเหมือนญาติพี่น้อง จะไม่มีวันทำร้ายกันหรอกครับ คนซื้อแม้จะจ่ายแพงหน่อยเขาก็ยินดีเพื่อให้คนรู้จักอยู่ได้ คนปลูกรู้ว่าคนนี้คือคนที่กินอาหารจากเรา เขาก็ไม่กล้าเอาสิ่งที่เขาไม่กินใส่เข้าไป ฉะนั้นผมว่ามันจำเป็นที่เราต้องกลับมาสู่การเชื่อมต่อกันอีกครั้ง

1 (123)อย่างที่เรารู้กันว่าอาหารออร์แกนิคดีต่อสุขภาพและมีส่วนช่วยในเรื่องลดโลกร้อน แต่มีเสียงสะท้อนว่าราคาแพง คุณโจนมีความเห็นว่าอย่างไรjone-363x494

            จริงๆ ออร์แกนิคไม่แพง แต่ระบบตลาดที่มีคนกลางเข้ามาจัดการทำให้แพง น้องสาวผมปลูกแตงโมออร์แกนิคอยู่ที่ยโสธร ราคากิโลละห้าถึงหกบาท พ่อค้าบอกว่าลูกมันไม่สม่ำเสมอ เขากดราคาเหลือกิโลละสี่บาท แล้วเอาไปขายกิโลละสามสิบบาท

            ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เกษตรกรแต่ทุกคนจี้หัวเกษตรกรว่าทำไมไม่รวมเป็นสหกรณ์ ทำไมไม่เลิกใช้สารเคมี แต่คนเมืองไม่ถามตัวเองเลยว่าทำไมต้องซื้อในห้างซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เสมอ ทำไมไม่ซื้อกับเกษตรกรบ้าง ทำไมคนเมืองไม่รวมตัวเป็นสหกรณ์เอาของจากชาวบ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์มาขายบ้าง ผมว่าถึงยุคที่เราต้องมองกลับมาที่ตัวเองและร่วมกันคิดได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะถูกเอาเปรียบทั้งสองฝ่ายอยู่อย่างนี้ โดยคนที่ได้ประโยชน์คือคนหยิบมือเดียว ซึ่งไม่นานจะต้องล่มสลายทุกฝ่าย เพราะคนที่ได้เงินมากๆ จะอยู่ได้อย่างไรในเมื่อสังคมเดือดร้อน

1 (123)คุณโจนมองว่าคนเมืองมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงทางอาหารได้แม้จะไม่ได้เป็นผู้ผลิต             คนเมืองคือหลักที่ส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนตรงนี้ได้ เพราะเขาคือคนที่ซื้อของกิน ตราบใดที่คนเมืองไม่ได้สนใจเรื่องพันธุ์แท้ ไม่สนใจออร์แกนิค สนใจแค่สวยและถูก มันหมดครับ ชาวบ้านจะไม่ปลูก ถ้าคนเมืองสนใจ GMO ชาวบ้านก็จะปลูก GMO คนเมืองคือคนที่มีพลังสูงสุดในการกำหนดเส้นทางว่าเราจะเดินไปทางไหน ถ้าคนเมืองรวมตัวกันตั้งสหกรณ์ เปิดร้านค้าเชื่อมต่อกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ซื้อของจากกลุ่มที่ไม่ใช้ GMO หรือซื้อพืชผักที่ปลูกด้วยพันธุ์แท้พื้นบ้านมากขึ้นคนก็จะเห่อปลูกครับ

            เกษตรกรเขาทำอะไรก็ได้ขอให้เขาอยู่ได้ คนที่ทำให้เขาอยู่ได้คือคนบริโภค ฉะนั้น ถ้าคนบริโภคทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าอยากกินผักปลอดสาร ใครจะอยากปลูกผักฉีดยา ปลูกแล้วไม่มีที่ขายจะปลุกทำไม ทุกวันนี้ทำไมไม่ปลูกแบเกษตรอินทรีย์ ก็คนเมืองไม่สนใจเกษตรอินทรีย์ สนใจแค่ว่าอะไรก็ได้ ใส่ยาใส่ปุ๋ยมากๆ ก็ได้ขอให้มันงามและถูก เขาก็ทำมาให้ แค่นั้นเอง