ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


                ในยุคที่พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนเป็นวาระของโลก แต่ละประเทศจึงมีการกำหนดนโยบายด้านนี้กันอย่างแข็งขัน สำหรับในประเทศไทยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดแผนงานที่มีเป้าหมายในการใช้พลังงานทางเลือก แทนพลังงานฟอสซิลให้ได้ร้อยละ 25 ในระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2556 – 2565) ทำให้พืชชนิดหนึ่งที่ชื่อ ‘หญ้าเนเปียร์’ กลายเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น

1 (22)                หญ้าเนเปียร์ หรือชาวบ้านเรียกกันว่า ‘หญ้าเลี้ยงช้าง’ เป็นพืชนำเข้าจากประเทศไต้หวันเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว มีลักษณะคล้ายกับอ้อย ลำต้นใหญ่ โตเร็ว ดอกไม่ติดเมล็ด จึงไม่มีปัญหาการเป็นวัชพืช เดิมกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น ช้าง โคนม โคเนื้อ แกะ หรือ แพะ มีผลผลิตเฉลี่ย 40-80 ตันสด ต่อไร่ ต่อปี ต่อมาพัฒนาจนได้สายพันธุ์ที่ดี คือ พันธุ์ปากช่อง 1 ที่เป็นการผสมข้ามสายพันธุ์ ระหว่างหญ้าเนเปียร์จากประเทศออสเตรีย และเนเธอแลนด์ กับหญ้าไข่มุกของไทย สามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละ 5-6 ครั้ง ให้ผลผลิตต่อไร่สูงสุดประมาณ 70-80 ตันสด ต่อไร่ ต่อปี

                แล้วทำไม ‘หญ้าเลี้ยงช้าง’ จึงกลายเป็นพืชพลังงานแห่งอนาคต

                สถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หลายภาคส่วนทำการศึกษาวิจัยเรื่องพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานทดแทนเพื่อผลิตไฟฟ้า เช่น สำนักงานนโยบายแลแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำโครงการศึกษาสภาวะที่เหมาะสม ในการผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าชนิดต่างๆ ในประเทศ เพื่อเสาะหาพืชพลังงานที่มีความเหมาะสม

13

                ผลการวิจัยพันธุ์หญ้ากว่า 20 ชนิดพบว่าหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีอัตราการผลิตก๊าซมีเทนสูงกว่าหญ้าชนิดอื่น เนื่องจากมีโครงสร้างของสารอาหารที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดก๊าซ โดยมีอัตราการผลิตก๊าซชีวภาพประมาณ 6,860-7,840 ลบ.ม./ไร่/ปี สามารถผลิตเป็นก๊าซไปโอมีเทนอัด (Compressed Bio Gas : CBG) ได้ประมาณ 3,118 – 3,563 กก./ปี สามารถนำมาใช้ทดแทนก๊าซ LPG และก๊าซ NGV ได้ อีกทั้งเมื่อพิจารณาร่วมกับคุณลักษณะอื่นๆ เช่น ง่ายต่อการเพราะปลูก ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าหญ้าชนิดอื่นเกือบ 7 เท่า จึงทำให้ได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะพืชพลังงาน

                การนำหญ้าเนเปียร์มาผลิตพลังงาน สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ

                     1.  การเผาโดยตรง หลังผ่านกระบวนการลดความชื้น                      2.  การผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ ด้วยการหมักซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า และเป็นที่นิยมมากกว่า หญ้าเนเปียร์สดปริมาณ 1 ตัน อายุ 60 วัน เมื่อเก็บเกี่ยว และผ่านกระบวนการหมักจะเกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) สามารถผลิตเป็นก๊าซชีวภาพได้ 90 ลบ.ม. เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 170 กิโลวัตต์ ต่อวัน

                ขณะนี้ มีหน่วยงาน และองค์กรธุรกิจหลายแห่งดำเนินการผลิตพลังงานทดแทนจากหญ้าเนเปียร์เป็นผลสำเร็จแล้วหลายรูปแบบ เช่น บริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด จ.ลำพูน ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เพื่อเป็นอาหารโคนม 3,000 ตัว แล้วนำมูลโคมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพ ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าในฟาร์ม สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึงเดือนละ 315,000 บาท ทั้งยังสามารถนำกากจากบ่อหมักไปทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในไร่หญ้าได้อีกด้วย

                บริษัท ยูเอซี จำกัด (มหาชน) จ.เชียงใหม่ ผลิตก๊าซชีวภาพอัด โดยใช้มูลสุกร ร่วมกับน้ำล้างคอก และหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 หมักเป็นก๊าซชีวภาพ นำไปผ่านเครื่องทำความสะอาดและอัดเป็นก๊าซ CBG จำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ เป็นต้น

1 (21)                ด้วยเล็งเห็นถึงศักยภาพในฐานะพืชพลังงานทดแทน การผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ จึงกลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงพลังงานโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้จัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อศึกษาโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คัดเลือกพื้นที่นำร่องปลูกหญ้าเนเปียร์ 10 แห่ง พร้อมตั้งโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 10 เมกะวัตต์ด้วยกัน

                ในส่วนของ ปตท. มีการศึกษาศักยภาพพลังงานทดแทนจากหญ้าเนเปียร์เช่นกัน โดยคัดเลือกพื้นที่ศึกษาวิจัยร่วมกับชุมชน 3 แห่ง คือ ตำบลนาโบสถ์ จังหวัดตาก ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี และตำบลสะตอน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีการปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์อยู่แล้วโดยวิจัยร่วมกับชุมชน และขยายผลสู่พื้นที่จุดเรียนรู้พลังงานชุมชนต่อไป

                ด้วยนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่มีเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ ภาใน 10 ปี รวมทั้งคุณสมบัติที่สามารถนำมาผลิตพลังงานได้หลากหลาย ทั้งไฟฟ้า ก๊าซชีวภาพ และก๊าซ CBG ทำให้หญ้าเนเปียร์มีแนวโน้มที่จะถูกพัฒนาในฐานะพืชพลังงานได้อย่างน่าจับตามอง

1 (19)

                ต้องขอบคุณความตื่นัวทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเทคโนโลยีและการศึกษาวิจยที่ช่วยเปิดมิติใหม่ของหญ้าเนเปียร์ ในฐานะพืชพลังงานทดแทนให้เกิดขึ้น

                ตราบใดที่เราไม่หยุดศึกษาและพัฒนา ‘ความยั่งยืนด้านพลังงานทดแทน’ ย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน

Comment

Comment:

Tweet