ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร Creative thailand http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


หนี้สินพอกพูนและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

             เป็นสิ่งที่อยู่คู่เกษตรกรไทยมานานนับสิบๆ ปี คอยบั่นทอนคุณภาพความเป็นอยู่ให้แย่ลงเรื่อยๆ ยิ่งทำ ยิ่งจน ยิ่งไม่มียิ่งกู้ ดอกเบี้ยก็บานเป็นดินพอกหางหมู “ปัญหาหนี้และความยากจน” จึงวนเวียนเป็นวงจรที่ไม่รู้จักจบสิ้น แต่ทุกอย่างย่อมมีทางออก “ความพอเพียง” คือกุญแจสำคัญที่จะไขทุกอย่างไปสู่เส้นทางที่ดีกว่าและชีวิตที่ดีขึ้นกับ “5 ปีสร้างแนวทางปลดหนี้ สู่เส้นทางเศรษฐีพอเพียง”

d-1

ปีที่ 1 “ลดรายจ่าย”

             ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวสำหรบกินเองภายในบ้าน เช่น พริก ขิง ข่า กะเพรา เป็นต้น พร้อมกับสร้างบ่อน้ำไว้ใช้ หากมีต้นทุนก็นำปลานิลหรือปลาดุกมาเลี้ยงด้วยก็ดี

ปีที่ 2 “สร้างรายได้และสะสมเงิน”

             จากต้นทุนในปีแรกคือพืชผักหรือปลา ด้วยการหาตลาดใกล้บ้านหรือฝากขายเพื่อลดการเดินทาง และสำรวจด้วยว่าผักชนิดไหนขายดี แล้วจึงกลับมาวางแผนปลูกให้พอดีกับความต้องการของตลาด

83755

ปีที่ 3 “ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย”

             เช่น จ้างรถไถดินขุดร่องน้ำและปรับคันคูให้ใหญ่ขึ้น เพื่อปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชเศรษฐกิจ เช่น มะม่วง มะขาม ผักหวานป่า เป็นต้น ผสมผสานกับพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้ก่อนแล้ว

ปีที่ 4 “จัดสัดส่วนให้สมดุล”

             โดยแบ่งพื้นที่สำหรับแหล่งน้ำและปลูกพืชในสัดส่วนที่เท่าๆกัน หากมีพื้นที่เพิ่มเติมก็ควรปลูกข้าวไว้เพื่อกินเองและเป็นรายได้ในระยะยาว

images (1)

ปีที่ 5 “ค่อยๆ ขยายพื้นที่”

             ประมาณ 20% ต่อปี แต่กำหนดสัดส่วนให้สมดุลตามปีที่ 4 รวมถึงเพาะเห็ดและเลี้ยงสัตว์เพิ่ม เช่น หมู เป็ด ไก่ ปลา เพิ่มรายได้อีกทางให้กับครอบครัว

             นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแต่ละปีจนปลดหนี้ได้นั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ “ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้” ที่ต้องย้ำเตือนไว้เสมอๆ เพื่อป้องกันการก่อหนี้ครั้งใหม่ ภายใต้พื้นฐาน “ความพอเพียงและวิถีเกษตรผสมผสาน” เช่นนี้ รับรองได้ว่าจะทำให้เกษตรกรไทยทุกคนเป็นเศรษฐีได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่มากมายด้วยความภาคภูมิใจบนการพึ่งพาตนเองอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

Comment

Comment:

Tweet