ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข สานความสุขสู่สังคม  http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


            จากชุมชนที่เคยประสบปัญหา ‘ช่วงฤดูฝนน้ำในคลองไหลหลาก แต่ในช่วงฤดูแล้งกลับขาดแคลนน้ำ’ ในวันนี้ชาวบ้าน ต.ป่าขะ อ.บ้านนา จ.นครนายก กลับกลายเป็นต้นแบบการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

0021

           โดย ‘รางวัลดีเด่น’ จากการประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เมื่อปี 2554 เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ ที่ไม่เพียงนำความภูมิใจมาสู่ชุมชน แต่ยังเป็นประกายไฟที่ช่วยจุดหัวใจ ‘ครัวเรือนอาสา’ ให้แข็งแรงมีพลัง เส้นทางการทำงานแบบ ‘ลุยจริง ทำจริง’ ของชาวบ้านในบทบาทนักวิจัยชุมชนผู้ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้วยตนเอง คือ กุญแจแห่งความสำเร็จที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง            ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเมื่อปลายปี 2551 ต.ป่าขะ ได้เข้าร่วม “โครงการรักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง’ ซึ่งเป็นโครงการที่ ปตท. ชวนคิดชวนทำร่วมกับชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักปฏิบัติ ทำให้ ‘งานวิจัยน้ำ’ ชิ้นแรกของ ต.ป่าขะ ถูกสร้างขึ้นในต้นปีถัดมา เนื่องจากพบว่าเรื่องน้ำเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อชีวิตมากที่สุด จากปัญหาสาธารณะถูกตั้งให้เป็นโจทย์หลัก กลุ่มชาวบ้านในฐานะนักวิจัยน้ำจึงการสำรวจจนพบหลายสาเหตุ ทั้งสภาพพื้นที่ที่เป็นบ่อทรายทำให้ไม่สามารถเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาได้ประกอบกับการปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มหมูลงแหล่งน้ำซึ่งเป็นคลองสายหลัก ทำให้ชาวบ้านไม่มีน้ำสะอาดใช้ในการอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอ 16           งานวิจัยดังกล่าวได้แค่ตอบสาเหตุของปัญหาแต่ไม่ได้บอกวิธีแก้ปัญหา กระทั่งถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ ‘ดร.รอยล จิตรดอน’ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ซึ่งได้ให้ความกรุณามาเป็นที่ปรึกษาเรื่องการจัดการน้ำของโครงการรักษ์ป่าฯ โยนคำถามกระตุกต่อมคิด...            ‘พวกคุณรู้มั๊ย...ว่าน้ำฝนที่ตกลงมาในตำบลในแต่ละปี มีปริมาณเท่าไร?’            นับเป็นครั้งแรกที่ทำให้ชาวบ้านเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บข้อมูล จากเดิมที่ใช้ความรู้สึกคาดคะเนเป็นสำรวจลงลึกและบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดเป็นตัวเลข ซึ่งเห็นผลทันตา เพราะคำตอบที่ได้ทำให้รู้ว่าปริมาณฝนที่ตกภายในตำบลนั้นมากกว่าปริมาณที่จำเป็นต้องใช้            แท้ที่จริงน้ำฝนที่ตกลงมาไม่ได้หายไปไหน แต่เพราะสภาพพื้นที่ตามธรรมชาติไม่อุ้มน้ำ ครั้นจะสร้างอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่เพียงพอต่อความต้องการของทั้งตำบลก็เป็นเรื่องยาก ที่นอกจากต้องรอพึ่งงบประมาณของภาครัฐแล้ว ยังถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ด้วยเหตุนี้เองการแก้ปัญหาที่เคยถูกมองจากภาพกว้างจึงถูกย่อยเล็กลงมาสู่การจัดการน้ำในชุมชนด้วยตนเอง            ขณะที่ทีมนักวิจัยชุมชนเริ่มพัฒนาข้อมูลเชิงตัวเลขในปี 2553 ดร.รอยลฯ สนับสนุนให้ส่งผลงานเข้าปะกวดการจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการเข้าร่วมเวทีประกวดเรื่องการจัดการน้ำ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่รางวัล แต่เป็นประสบการณ์และความรู้เรื่องการจัดการน้ำจากชุมชนอื่นๆ ได้เครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็ง และกลับบ้านพร้อมกำลังใจหอบใหญ่ เพื่อกลับมาทำงานอย่างเข้มข้นขึ้นไปอีก            ผ่านไปเพียงปีเดียว งานวิจัยน้ำชุดใหม่พร้อมด้วยข้อมูลตัวเลขถูกส่งเข้าประกวดอีกครั้ง คราวนี้ไม่พลาด เพราะคว้า ‘รางวัลดีเด่น’ เป็นผลตอบแทนความมุ่งมั่นตั้งใจของคนทำงาน และมีการขยายผลข้อมูลนำไปใช้ประโยชน์และการแก้ไขปัญหา ซึ่งทางภาครัฐรับจะไปตรวจสอบน้ำเสียจากฟาร์มหมูและออกกฎหมายที่เคร่งครัดเข้มงวดขึ้นเพื่อรักษาแหล่งน้ำ            งานวิจัยน้ำโดยฝีมือทีมวิจัยชาวบ้านสำเร็จเป็นรูปเล่มสมบูรณ์ในปี 2554แม้ว่าทางออกในการแก้ปัญหายังไม่ลุล่วงร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะต้องรอพึ่งพาระบบราชการซึ่งเกินกำลังการขับเคลื่อนของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้เองถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเลิกรอและเริ่มหันมามองหาวิธีการจัดการน้ำโดยเริ่มง่ายๆจากตัวเองก่อน

 3 (7)

           ทีมวิจัยน้ำกลุ่มเดิมแต่พกพาประสบการณ์ที่มากกว่าเดิม ร่วมกันทำงานวิจัยครั้งใหม่ในปี 2555 จากพื้นที่ภาพรวมของ ต.ป่าขะ เปลี่ยนมาลงสำรวจเจาะลึกและจำกัดพื้นที่ให้แคบลงเหลือแค่บ้านทุ่งกระโปรง ม่งเน้นไปที่การศึกษา ‘แนวทางการจัดการน้ำระดับครัวเรือนด้วยระบบบ่อน้ำตื้นอย่างยั่งยืน            ศิรินทรา รัตน์เกล้า ผู้ประสานงานโครงการรักษ์ป่าฯ อธิบายว่า ‘บ่อน้ำตื้น หมายถึง บ่อทรงกลมที่อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ การใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำตื้นส่วนมากใช้บริโภคในครัวเรือน ส่วน ‘สระ’ หมายถึง สระทรงสี่เหลี่ยม ขุดเพื่อนำน้ำมาเน้นใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรเป็นหลัก งานวิจัยครั้งนี้เป็นประสบการณ์ทำงานที่ทำให้ชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ชุมชนมีส่วนร่วมสำคัญในการเรียนรู้ปัญหาภายในชุมชนได้อย่างตรงจุดและตรงประเด็น’            ‘สำรวจกันรอบใหม่ เราถึงได้รู้ว่าแทบทุกบ้านมีทั้งบ่อและสระอยู่แล้ว แต่ละบ้านมีไม่ต่ำกว่า 3 บ่อ ซึ่งมีทั้งใช้และไม่ใช้ประโยชน์ สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะเริ่มมีประปาหมู่บ้านตั้งแต่ปี 2551 จากที่เคยสูบลากสายท่อน้ำจากบ่อ หลายๆบ้านเห็นว่าประปาสะดวกกว่าก็เลยเลิกใช่บ่อที่เคยมีมา’ จินตนา อังกาทิพย์ หนึ่งในทีมงานนักวิจัยชาวบ้านเล่าให้ฟัง            รายงานผลการวิจัยสรุปได้ว่า ชาวบ้านส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังบริโภคน้ำและใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำตื้นอยู่ จะใช้เพียงช่วงหน้าแล้งเท่านั้น เพราะหน้าฝนน้ำจะท่วมบ่อ มีพฤติกรรมการใช้แบบฟุ่มเฟือยเพราะคิดว่าไม่ได้ซื้อหามา ส่วนน้ำจากสระ ส่วนมากใช้อุปโภคในไร่นาเพียงอย่างเดียวเพราะไม่มั่นใจในความสะอาด การใช้น้ำพบว่าส่วนมากใช้ระบบท่อและสายยางอย่างสิ้นเปลือง เนื่องจากเกษตรกรส่วนมากยังไม่รู้ว่าพืชที่ปลูกแต่ละชนิดต้องการน้ำมากเท่าไร จึงเกิดคำพูดติดปากกันว่า ‘รดน้ำจนเขียดเมา’ เพราะเชื่อว่า ถ้าให้น้ำจำนวนมากๆจะทำให้หยุดการรดน้ำไปหลายวัน แต่ความจริงแล้ว พืชได้รับน้ำเพียงเล็กน้อยก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน ขณะที่บางกลุ่มเลือกใช้ระบบสปริงเกอร์เพื่อประหยัดน้ำ

3 (6)

           “ในอดีตพื้นที่ขุดบ่อน้ำตื้นส่วนใหญ่ใช้ภูมิปัญญาในการสังเกตความเป็นไปได้ของสภาพแวดล้อม เช่น การถางหญ้าแล้วเอากะลามาครอบไว้ ส่งเกตการระเหยของน้ำเป็นไอมาเกาะติดที่กะลา มักขุดบริเวณใกล้จอมปลวก ในฤดูหนาวหาบริเวณที่มีความอบอุ่นเท้า ทิศทางของแหล่งน้ำใกล้เคียงแนวป่าลำรางน้ำเก่า ส่วนการขุดสระมักอ้างอิงแหล่งน้ำจากคลองใกล้เคียงเป็นหลัก” สุทิน กลิ่นหอม อีหนึ่งนักวิจัยชาบ้านเล่าถึงภูมิปัญญาการหาแหล่งน้ำในอดีต            เส้นทางการทำงานที่เข้มแข็งจริงจังตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากความสำเร็จของงานวิจัยชุมชนครั้งนี้แล้ว ยังส่งผลให้กลุ่มนักวิจัยชาวบ้านสนิทสนมกันมากขึ้น มีการเกาะกลุ่มกันทำงานเพื่อชุมชนอย่างกลมเกลียว โดยนอกจากจะเป็นต้นแบบชุมชนจัดการน้ำแล้วยังเป็นตำบลที่มีการขยาย ‘ครัวเรือนอาสา’ อันเป็นการต่อยอดสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นภายในตำบลอีกด้วย            ‘ปัจจุบันครัวเรือนอาสาของเราขยายเป็นกว่า 300ครัวเรือนแล้วเพราะเราทำงานกันเชิงรุก มีการบอกปากต่อปาก ทั้งจูงใจ ทั้งแถมของยกตัวอย่างเรื่องการแต่งกิ่งมะยงชิด เราก็แจกกิ่งมะยมชิดไปด้วยเลย หรือใครสนใจอยากทำเรื่องอะไรเราก็มาคุยกัน ใครถนัดอะไรก็มาสอนกันเรื่องที่ทำก็ดูและเลือกให้สอดคล้องกับวิถีชุมชน โดยมีศูนย์การเรียนรู้เป็นศูนย์กลางความคิด’ กิตติศักดิ์ ขาวสะอาด กรรมการครัวเรือนอาสา ผู้เชี่ยวชาญการปลูกมะยงชิดเล่าอย่างภูมิใจ

3 (30)

           ทั้งระบบการจัดการน้ำ และโครงการครัวเรือนอาสาเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ ปตท. สนับสนุนให้ ‘ชาวบ้าน’ ลงมือทำงานจริง ตั้งแต่หาปัญหาและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างจริงจัง โดยมีศูนย์เรียนรู้เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนการพัฒนา อาศัยครัวเรือนต้นแบบ มีองค์ความรู้และภูมิปัญญาของตำบลนั้นๆ เป็นกลจักรในการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้            ที่ ต.ป่าขะ สายน้ำเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของคนในชุมชน การสานต่อชีวิตของสายน้ำก็ไม่ต่างกับการเชื่อมโยงเส้นเลือดใหญ่ของร่างกาย เพราะ ‘น้ำคือชีวิต’ และทุกชีวิตจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำ แต่การแก้ปัญหาน้ำไม่จำเป็นต้องรอใครมาแก้ให้ เริ่มง่ายๆ เล็กๆ เริ่มจากตัวเองก่อนได้ เพราะความเข้มแข็งของชุมชนต้องเกิดจากผู้คนที่อยู่ในชุมชน แนวทางการพัฒนาชุมชนจึงจะสามารถขับเคลื่อนต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เช่นเดียวกับ สายน้ำที่ไม่มีวันเหือดหาย

Comment

Comment:

Tweet